Email Marketing (EDM) เทคนิคการตลาดสำหรับคนมีกำลังซื้อที่ไม่ควรมองข้าม

สำหรับเจ้าของธุรกิจคนไทย (ส่วนใหญ่) Email Marketing คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะนึกถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ SME ด้วยแล้ว แทบจะไม่ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดในส่วนนี้เลย ซึ่งหากถามเราว่า “ไม่สนใจ” แล้วผิดมั้ย คำตอบคือ “ไม่ผิด” แต่บทความนี้เราจะพาทุกคนมาดูประโยชน์ของการทำ Email Marketing หรือ EDM (Electronic Direct Mail) ว่ามีข้อไหนน่าสนใจบ้าง

 

EDM คืออะไร

หากแปลตามชื่อ EDM หรือ Electronic Direct Mail ก็คือการส่งอีเมลไปยังผู้รับ ซึ่งในที่นี้ก็คือลูกค้าของเราได้โดยตรง คอนเทนต์ที่อยู่ข้างในส่วนใหญ่จะเป็นโปรโมชั่นของสินค้าหรือบริการของธุรกิจต่างๆ ที่อยากจะนำเสนอให้กับลูกค้าเก่าหรือลูกค้าที่อาจจะเคยสนใจและให้ข้อมูลอีเมลกับทางร้านเอาไว้ เป็นการกระตุ้นยอดขายและเพิ่มโอกาสในการซื้อซ้ำที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จอีกทางหนึ่งด้วย

ธุรกิจแบบไหนที่เหมาะ

สำหรับธุรกิจที่เหมาะและควรนำ EDM เข้าไปอยู่ในแผนการตลาดคือ “ธุรกิจอะไรก็ได้” ที่มีสินค้าหรือบริการชัดเจนและมีจุดประสงค์แน่ชัดว่าต้องการทำ EDM ไปเพื่ออะไร เช่น โปรโมทแบรนด์ โปรโมทสินค้า มอบส่วนลดของสมมนาคุณให้กับลูกค้าเก่า หรือโปรโมชั่นต่างๆ เป็นต้น

 

ข้อดีของการใช้ EDM

อย่างน้อยคุณก็มั่นใจได้เลยว่าอีเมลที่ถูกส่งออกไปจะไปถึงผู้รับซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของคุณได้ 100% (แต่จะเปิดอ่านหรือไม่นั่นอีกเรื่อง) ความหมายคือการส่ง EDM ไปยังกลุ่มลูกค้าที่เคยให้ข้อมูลกับแบรนด์ของเราไว้นั้นมีโอกาสสูงกว่าการที่เราทำการตลาด ส่งโฆษณาไปยังกลุ่มคนทั่วไปที่อาจใช่ หรือไม่ใช่คนที่สนใจในสินค้า บริการของเรา ดังนั้นในแง่ของการขาย EDM จึงมีโอกาสที่ผู้รับอีเมลจะสนใจและกลับมาซื้อสินค้าหรือบริการนั้นซ้ำอีกหากมีการเปิดอ่าน

ข้อเสียของการใช้ EDM

เมื่อมีข้อดี ก็ต้องมีข้อเสียนั่นก็คือ คุณอาจจะต้องมีต้นทุนเพิ่มในการซื้อโปรแกรมหรือแพลตฟอร์มในการบริหารจัดการอีเมล อาจจะต้องมีพนักงานที่มาดูแลงานส่วนนี้โดยเฉพาะและมีโอกาสสูงมากที่ผู้รับอีเมลจะไม่เปิดอ่าน เพราะคนไทย (ส่วนมาก) ไม่นิยมใช้อีเมลสักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องวางแผนให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะเริ่มทำการตลาดวิธีนี้

กลุ่มลูกค้าประเภทไหนที่คุณควรจับ

หากคุณกำลังสนใจจะหันมาใช้ EDM ในการทำการตลาดของแบรนด์แล้วล่ะก็ เราอยากให้คุณหยุดคิดสักนิดว่าคนที่คุณจะส่งอีเมลไปหานั้น ตรงตามที่เราจะเขียนบอกหรือไม่ สำหรับลูกค้าที่เหมาะอย่างยิ่งกับการตลาดแบบ EDM คือ “กลุ่มคนทำงาน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทำงานประจำในบริษัทสมัยใหม่ ตั้งแต่เด็กจบใหม่ไปจนถึงผู้บริหาร เพราะคนเหล่านี้เขามักจะต้องใช้อีเมลในการติดต่อสื่อสารอยู่ในชีวิตประจำวัน

ดังนั้นหากกลุ่มลูกค้าของคุณเป็นคนที่มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ได้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรืออยู่บนเครือข่ายออนไลน์เป็นประจำ ก็อาจจะไม่เหมาะกับการทำการตลาดแบบ EDM สักเท่าไร

 

จะเริ่มใช้ EDM ต้องมีอะไรบ้าง

  1. อีเมลลูกค้า

วิธีที่นิยมที่สุดในการได้อีเมลของลูกค้ามาคือ ระบบสมาชิกเพื่อเป็นการเก็บข้อมูลและขออีเมลของลูกค้าได้อย่างสุภาพที่สุด แต่สำหรับแบรนด์ที่ไม่มีหน้าร้านหรือไม่มีระบบสมาชิกปัจจุบันเราก็มีระบบโฆษณาออนไลน์ทั้ง Facebook, Google และอื่นๆ ที่สามารถสร้างแคมเปญ Lead Generation เพื่อเก็บข้อมูล ตรงส่วนนี้ก็สามารถนำมาปรับใช้ร่วมกับโปรโมชั่นของทางร้านได้

  1. คอนเทนต์

เมื่อมีอีเมลของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแล้ว ทีนี้เนื้อหาล่ะคุณมีแล้วหรือยัง สิ่งที่จะส่งให้ลูกค้าจะต้องสั้น กระชับ เห็นชัด พาดหัวดึงดูด (หากเขียนไม่น่าสนใจ ลูกค้าก็อาจจะไม่กดเปิดอ่าน) และรูปแบบการแสดงผลจะต้องไม่ซับซ้อน สวยดูน่าอ่าน ดังนั้นคุณอาจจะต้องมีทีมคอนเทนต์และกราฟิกดีไซเนอร์มาควบคุมงานในส่วนนี้

  1. เครื่องมือสำหรับช่วยส่งอีเมล

หากลูกค้าของคุณไม่ได้เยอะมาก คุณอาจจะใช้วิธีบ้านๆ คือกดส่งด้วยตัวเองซึ่งข้อดีตรงนี้มีเพียงหนึ่งเดียวคือ “ไม่เสียเงิน” แต่ข้อเสียนั้นมากมาย เช่น คุณอาจตกหล่นรายชื่อลูกค้า ไม่สามารถแทร็กได้ว่าอีเมลที่ส่งไปแล้วมีคนเปิดอ่านกี่คน ฯลฯ ดังนั้นเราจึงแนะนำว่าหากคุณคิดจะทำการตลาดด้วย Email Marketing แบบจริงๆ จังๆ แล้วล่ะก็ลงทุนกับเครื่องมือสักนิด โดยเครื่องมือที่คนนิยมใช้ก็จะมี Hubspot, Mailchimp, Constant Contact, Getresponse ฯลฯ เป็นต้น

หวังว่าบทความนี้คงพอจะช่วยให้คุณนำไปประกอบการตัดสินใจได้ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ Email Marketing ซึ่งเราขอบอกด้วยความหวังดีเลยว่า อะไรที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปทำให้เสียทั้งเงินทั้งเวลา ไม่ใช่เห็นคนนั้นทำคนนี้ทำแล้วดีก็ตามเขาไปซะหมด ต้องดูด้วยว่าการตลาดแบบไหนที่เหมาะกับแบรนด์ของเรา เท่านี้คุณก็จะเป็นเจ้าของแบรนด์และนักการตลาดมือฉมังไปพร้อมๆ กันได้แล้ว