อยากให้ลูกค้าไปที่หน้าร้าน จะดึงคนจากโซเชียลมีเดียของแบรนด์ได้อย่างไร

คนทำธุรกิจที่มีหน้าร้านอย่างไรเสียให้ลูกค้าเข้าร้านยังไงก็ดีกว่าเพราะคุณจะได้ต้อนรับ พูดคุยกับลูกค้าได้อย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่หลายธุรกิจกำลังเจออยู่ตอนนี้คือในโซเชียลมีเดียนี่มีคนสนใจมากมาย ถามกันเข้ามาไม่หยุด แต่ไม่ยอมมาที่หน้าร้านสักทีทั้งๆ ที่สินค้าตัวจริงก็มีให้ดูมากมาย ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้รับรองได้ว่าคุณจะต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย

ปรับหน้าเพจ ใส่โลเคชั่นร้าน เวลาทำการให้ชัดเจน
บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ลูกค้าไม่อยากมาที่ร้านแต่พวกเขารู้รึยังว่าร้านของคุณมีหน้าร้านด้วย ใส่ตำแหน่งที่ตั้งของร้านให้ชัดเจนรวมถึงวัน-เวลาทำการ ต้องระบุทั้งหมด ที่สำคัญหากวันไหนคุณติดธุระจะปิดร้านก็ควรแจ้งลูกค้าให้รู้ด้วย เพราะหากพวกเขาจะมาร้านครั้งแรกแต่พอถึงเจอร้านปิดโดยไม่ทราบมาก่อน รับรองว่าครั้งที่สองคงเป็นไปได้ยาก

*นอกจากใน Facebook แล้วอย่าลืมไปสมัครบริการ Google My Business เพื่อทำการปักหมุดร้านบนแผนที่ของ Google ด้วยล่ะ เพราะเวลาลูกค้าตั้งใจจะมาที่ร้านพวกเขามักจะค้นหาผ่าน Google มากกว่า เป็นการดักคนบนโลกออนไลน์อีกทาง

ทำคอนเทนต์แนะนำวิธีการเดินทางมาร้าน
จะเป็นภาพชุดหรือวิดีโอก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวแล้วจบ ควรทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อตอกย้ำและบอกกับลูกค้าใหม่ๆ ที่เพิ่งเข้ามาในเพจด้วยว่าร้านของคุณอยู่ที่ไหน อาจแนะนำเส้นทางที่หลากหลายเช่น ถ้ามาด้วยรถไฟฟ้าให้เดินทางอย่างไร มาด้วยรถยนต์ส่วนตัวต้องมาอย่างไรจอดรถที่ไหน หรือถ้าไม่แนะนำให้เอารถยนต์ส่วนตัวมาก็ควรบอกไปเลย ดีกว่าปล่อยให้ลูกค้าวนหาที่จอดรถเป็นชั่วโมงๆ เป็นต้น

โปรโมชั่นเชิญชวน
อาจทำเป็นโปรฯ มาที่ร้านรับของแถมสุดพิเศษหรือถ้ามารับสินค้าด้วยตัวเองเอาไปเลยส่วนลด 10% ฯลฯ โปรโมชั่นที่มีแรงมากพอจะช่วยให้ลูกค้าอยากเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าหรือซื้อสินค้าที่ร้านคุณได้ เพราะส่วนมากเวลาลูกค้าไม่เข้าไปที่ร้านมักจะเป็นเรื่องของความสะดวกสบาย เขากดสั่งที่บ้านรอของมาส่งไม่ต้องเดินทางให้เหนื่อย ดังนั้นหากมีโปรโมชั่นดีๆ สักเดือนละครั้งมาคอยดึงดูดก็เป็นไปได้ที่พวกเขาจะยอมเดินทางมายังหน้าร้าน

ใช้ Lead Generation เข้าช่วย
เมื่อทุกอย่างพร้อมคราวนี้ก็มาใช้ Ad เป็นตัวช่วยเสริมให้ดึงคนเข้าไปที่ร้านกัน โดยรูปแบบโฆษณาที่เราแนะนำคือ Lead Generation แต่การทำโฆษณาประเภทนี้คุณจะต้องนำเสนอด้วยโปรโมชั่นพิเศษแรงๆ ให้คนคลิกและยอมกรอกข้อมูลให้กับเรา ข้อดีของการทำโฆษณาประเภทนี้คือคุณจะได้ข้อมูลของลูกค้าเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลของทางร้าน (เอาไว้ใช้เป็นกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำโฆษณาในอนาคตได้ด้วยนะ) 

และยิ่งถ้าคุณมีการกำหนดไว้ให้ลูกค้าระบุ วัน เวลาที่พวกเขาอยากจะเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าที่ร้านทางหน้าร้านก็จะได้เตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที เพราะความประทับใจครั้งแรกนั้นสำคัญมากดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้ต้อนรับลูกค้าแล้วควรทำให้ดีที่สุด แต่การทำวิธีนี้อาจไม่ได้เหมาะกับบางธุรกิจเท่านั้นเช่น อสังหาริมทรัพย์ แบรนด์เสื้อผ้าที่อาจมีกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างไพรเวท เป็นต้น อยู่ที่ว่าคุณจะพลิกแพลงนำไปใช้ได้มากน้อยแค่ไหนเพราะต้องบอกก่อนเลยว่า โฆษณาประเภทนี้จะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงกว่าวัตถุประสงค์แบบอื่นๆ

ถ้าเป็นร้านอาหารล่ะ ทำอย่างไรดี?
สำหรับร้านอาหาร คาเฟ่ ฯลฯ นั้นแน่นอนว่าลูกค้ายังไงก็ต้องไปที่ร้านอยู่แล้ว (แต่อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้ก็มีบริการจำพวก Food Panda, Grab Food, LINE Man ฯลฯ) สิ่งที่จะมัดใจพวกเขาได้นอกจากโปรโมชั่นต่างๆ เมนูสุดพิเศษชั้นเลิศแค่ไหนก็ไม่เท่ากับ บรรยากาศภายในร้าน การเสิร์ฟ การจัดจานต่างๆ ที่ชวนให้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพอวดโลกโซเชียล เพราะสมัยนี้เป็นยุคแห่งการแชร์ยิ่งคุณทำให้ร้านของคุณน่าถ่ายรูปแชร์มากเท่าไหร่ ลูกค้านี่ล่ะจะเป็นคนช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาเอง

อย่างที่เรามักเห็นร้านอาหารต่างๆ เลือกใช้ Influencer เข้ามาถ่ายทำ ยิ่งร้านไหนมีรีวิวเยอะๆ คนก็แห่ตามกันไปต่อแถวยาวเหยียด ดังนั้นถ้าคุณทำธุรกิจร้านอาหารองค์ประกอบทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จึงสำคัญต่อภาพลักษณ์ของร้านอย่างมหาศาล