อยากได้ปุ๊ป ก็เห็นโฆษณาปั๊ปพลังแห่งการ Re-Marketing

ถ้าคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการโฆษณาออนไลน์หรือสื่อดิจิทัลทั้งหลายต่างจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าเจ้า Re-Marketing ที่ว่านี้คืออะไร แต่สำหรับมือใหม่หรือใครที่ยังไม่มั่นใจว่าความหมายของมันจริงๆ แล้วคืออย่างไรกันแน่ แล้วที่ว่าพออยากได้อะไรปุ๊ป โฆษณาก็เด้งขึ้นมาให้เราเห็นปั๊ป มันทำได้จริงหรือ? ไปดูกัน

ถ้าจะให้อธิบายโดยสรุปให้เข้าใจง่ายๆ Re-Marketing ก็คือการทำการตลาดแบบ “ตอกย้ำ” แค่แวะมาดูใช่ไหม ไม่ได้เธอต้องซื้อนะ อะนี่โปรโมชั่นส่วนลด ยังลังเลอยู่อีกหรอ ถ้าซื้อภายในวันนี้ลดไปอีกเท่านึงเลยนะ! ประโยคข้างต้นเป็นแค่การเปรียบเปรยตัวอย่างหน้าที่ของ Re-Marketing เท่านั้นว่ามันมีหน้าที่ในการทำอะไร มันก็คือการนำเอาฐานข้อมูลของผู้ใช้ที่ผ่านเข้าไปในหน้าเว็บเรา มาเป็นกลุ่ม Target สำหรับโฆษณาเพื่อที่จะยิงไปหาคนๆ นั้นในเวลาต่อมา

ข้อจำกัดของการทำ Re-Marketing มีอยู่เล็กน้อยนั่นคือคุณจะต้องมีพื้นที่ไว้สำหรับให้ระบบเก็บข้อมูลนั่นก็คือ Website หรือหน้า Landing Page เพราะการทำ Re-Marketing นั้นระบบจะเก็บข้อมูลของผู้ที่เคยเข้ามาในหน้าเว็บไซต์ของเราแม้เพียงเสี้ยววินาที จากนั้นก็จะทำการโอนข้อมูลไปยังโฆษณาที่เราได้ทำการตั้งค่ากลุ่มเป้าหมายเอาไว้ เมื่อบุคคลคนนั้นเข้าโซเชียลมีเดียส่วนตัวของเขา ก็จะเห็นโฆษณาที่เราทำไว้ซ้ำๆ นั่นเอง

อยากได้ปุ๊ป ก็เห็นโฆษณาปั๊ปยังไง?
คุณเคยอยากได้ของบางอย่าง จากนั้นก็ไปเสิร์ชใน Google แล้วคลิกเข้าหน้าเว็บนั้น ดูภาพจากเว็บนี้บ้างไหม? นั่นแหละคุณตกหลุมพลางการ Re-Marketing ไปเป็นที่เรียบร้อย

ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังอยากได้แว่นตากันแดดอันใหม่ คุณก็ไปทำการเสิร์ชใน Google ว่า ร้านแว่นตาบ้าง แว่นตายี่ห้อไหนดีบ้าง ฯลฯ แล้ว Google ก็แสดงลิงก์ให้คุณคลิกเข้าไปมากมาย ซึ่งคุณก็ทำการดูของที่ตัวเองอยากได้อย่างเพลิดเพลินและก็ปิดไป ลืมไปว่าเข้าเว็บอะไรยังไงไว้บ้าง แล้วทีนี้เกิดอารมณ์อยากเช็คโซเชียลมีเดียขึ้นมา ก็หยิบโทรศัพท์เปิดแอปฯ Facebook จะส่องเพื่อนซะหน่อย อ้าว!!! โฆษณาแว่นตาขึ้นมาเต็บฟีดเลย แล้วผลสุดท้ายก็ต้องจบด้วยที่คุณเสียเงินให้กับแว่นตาอันใหม่เป็นที่เรียบร้อย

Re-Marketing ดีขนาดนั้น ทำโฆษณาแบบนี้แบบเดียวได้ไหม?
อะไรที่มันมากไปหรือน้อยไปก็ไม่ดี เฉกเช่นเดียวกันกับการทำโฆษณาออนไลน์ บางบริษัทที่พลาดมัวแต่ลงเงินกับการทำ Re-Merketing อย่างเดียวก็มีให้เห็นอยู่มากมาย เหตุเพราะคุณจะพลาดโอกาสที่จะได้ลูกค้ากลุ่มใหญ่อื่นๆ ซึ่งอาจยังไม่เคยผ่านเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณเลยก็ได้ ดังนั้นการทำโฆษณาออนไลน์ที่ดีจึงต้องทำควบคู่กันไป ในกรณีนี้คุณควรจะทำโฆษณาที่เชิญชวนให้คนคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็น Post Engagement, Video View แล้วใส่ลิงก์ไว้ในแคปชัน หรือจะทำเป็น Lead Generation เพื่อให้ลูกค้ากรอกข้อมูลแลกส่วนลด วิธีเหล่านี้ก็จะช่วยให้คุณมีฐานข้อมูลลูกค้ามากขึ้นและมีโอกาสปิดการขายได้สูงขึ้นอีกด้วย

ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับการทำ Re-Marketing มากที่สุด
แทบจะทุกธุรกิจเลยก็ว่าได้ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจท่องเที่ยว บริการจองที่พัก ตั๋วเครื่องบิน สินค้าแฟชั่น อาหาร เครื่องดื่ม หรือธุรกิจที่กำลังมีกิจกรรมพิเศษหรือแคมเปญที่ต้องการโปรโมทเป็นวาระพิเศษในช่วงนั้นๆ การใช้ Re-Marketing จะช่วยตอกย้ำให้คนที่อาจจะกำลังลังเลอยู่ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น อย่างธุรกิจแวดวงอสังหาฯ นั้นนับว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มใหญ่ที่ใช้วิธี Re-Marketing ไม่ว่าจะเป็นการขายบ้าน คอนโด ทาวน์โฮมต่างๆ ที่ส่งโปรฯ ลด แลก แจก แถม มามากมายเพื่อแย่งเอาฐานลูกค้าทั้งคนที่ต้องการซื้ออยู่เองและซื้อเพื่อลงทุน

อย่างไรก็ดีการตลาดดิจิทัลนั้นไม่มีคำว่าสูตรสำเร็จ มีแต่เพียงทฤษฎีที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นไกด์ไลน์สำหรับมือใหม่ได้เจริญรอยตาม แต่การฝึกฝนและทำบ่อยๆ เรียนรู้เครื่องมือทำความเข้าใจกับรูปแบบต่างๆ ของโฆษณาในแต่ละ Platform จะช่วยให้คุณกลายเป็นมือฉมังได้ไม่ยาก

Leave a Reply